6 เรื่องราวความของพนักงานที่มีเจ้านายแสนดี
เริ่มต้นวันแรกของสัปดาห์กับกลางเดือนพฤศจิกายนเข้าไปแล้วมันช่างผ่านมาอย่างรวดเร็ว และนี้ก็คงเป็นอีกปีที่เรียกได้ว่าช่างสมบุกสมบันซึ่งเราต้องขอปรบมือดังๆให้กับเพื่อนเพื่อนของเราทั้งหลายที่ผ่านกันมาได้จนถึงปลายปีและอีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะก้าวเข้าสู่ปีใหม่แล้วซึ่งเราก็อยากจะให้เป็นปีที่ดีกว่าปีนี้ทีเถอะนะ และก่อนที่จะผ่านไปถึงตอนนั้นวันนี้พวกเราที่เพลินเพลินก็อยากจะแบ่งปันเรื่องราวดีดีของเหล่าเจ้านายที่เรียกได้ว่าได้ใจของลูกน้องไปแบบเต็มๆ โดยที่มีรูปแบบในการทำงานที่แตกต่างกันออกไปตามสไตล์และรูปแบบงานของแต่ละคน แต่สิ่งที่เหมือนกันของเจ้านายเหล่านี้นั้นก็คือเขาให้มากกว่าค่าแรงแต่ยังมอบให้ทั้งประสบการณ์การทำงานที่ดีและยังสอนถึงอีกหลายหลายเรื่องเพื่อให้พวกเรานั้นก้าวเดินและเติบโตต่อไปด้วยกัน พวกเราที่เพลินเพลินได้อ่านเรื่องราวจากเพื่อนเพื่อนที่ส่งต่อกันในโลกออนไลน์ซึ่งบอกเล่าถึงสิ่งดีดีที่เกิดขึ้นจากการทำงานซึ่งพอเราได้อ่านแล้วก็อยากที่จะได้รับโอกาสที่จะได้เจอเจ้านายหรือหัวหน้าแบบนี้บ้าง เพื่อนเพื่อนก็ลองมาอ่านกันดูหน่อยแล้วกันว่าจะน่าสนใจมากแค่ไหน เรื่องแรกต้องช่วยกัน เราอยากจะเล่าเรื่องเจ้าของร้านอาหารที่เราทำงานด้วยให้เพื่อนเพื่อนฟัง เราจะเรียกเข้าว่าคุณเอก็แล้วกัน ตั้งแต่เราเข้ามาทำงานเราก็เห็นคุณเอ ทำงานแทบจะทุกอย่างนอกจากนั้นแล้วทัศนคติของเขาที่มีต่อพนักงานคนอื่น ๆ ก็ยังเยี่ยมยอดมากมากอีกด้วยเพราะหากมีคนมาสาย เขาจะไม่เสียงดังแต่จะขอให้พนักงานคนนั้นลองปรับเปลี่ยนเวลาตื่นนอนหรือทำบางอย่างเพื่อให้มาได้ตรงต่อเวลา เมื่อพ่อครัวมีงานมาก เขาสามารถเข้ามาในครัวและช่วยได้ หรือแม้กระทั้งวันที่มีลูกค้าเข้ามาที่ร้านพร้อมกันเขายังเคยออกไปช่วยจัดคิวรถเข้าออกซึ่งคำพูดที่พวกเรามักจะได้ยินเสมอจากเขาก็คือ “ร้านของเราจะต้องดีได้แน่ๆแค่เราต้องช่วยกัน” และมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ เรื่องที่สองทุกอย่างปรับเปลี่ยนได้ ผมไปสัมภาษณ์งานเป็นโปรแกรมเมอร์ที่บริษัทแห่งหนึ่ง HR:(เดินเข้ามาแจ้งระเบียบเล็กน้อยว่า) ที่นี่มีกฎระเบียบการแต่งกายที่เข้มงวดมาก ผู้ชายต้องใส่สูทผูกไท เข้างานตั้งแต่ 9.00 น. ถึง 18.00 น. และห้ามมาสาย แต่ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับหัวหน้างานของคุณด้วย ผมคิดทันทีว่า “โอเค ผมไม่เอาที่นี่แล้ว” หลังจากนั้น เจ้านายในอนาคตของผมก็เดินเข้ามาในห้องโดยเขาสวมเสื้อแจ๊คเก็ตใส่รองเท้าผ้าใบ มีหนวดเครารุงรัง หลังจากการคุยกันเรื่องเนื้อหาของงานแล้ว ผมจึงถามเขาเกี่ยวกับการแต่งกายและตารางงาน เขาตอบกลับมาแค่ว่า “มันไม่สำคัญหรอกตราบใดที่เสื้อของคุณไม่ได้ขาดเป็นรู แล้วเวลาเข้างานก็ไม่สำคัญ ตราบเท่าที่คุณทำงานส่งทันตามเวลา” และทุกวันนี้เรายังคงทำงานอยู่ที่นั้นโดยที่ไม่เคยใส่สูทผูกไทเลย เรื่องที่สามบ้านที่ว่างอยู่ เราทำงานที่ฟาร์มเล็ก ๆ แห่งหนึ่งมันก็อยู่ห่างจากบ้านเช่าของเราพอสมควรซึ่งในบางวันก็จะต้องทำงานจนดึก ดังนั้นภรรยาของเราจะต้องรอคอยเราอยู่ที่บ้านคนเดียวจนค่ำ ต่อมาภรรยาของเราท้องเราจึงต้องไปบอกหัวหน้าว่าเราไม่สามารถอยู่ทำงานจนดึกได้เหมือนแต่ก่อนแล้วซึ่งเราก็เตรียมใจมาแล้วว่าอาจจะโดนหัวหน้าตำหนิ แต่หัวหน้ากลับยิ้มและบอกยินดีกับเราอีกทั้งยังบอกเราว่าเขามีบ้านหลังเล็กๆ ที่อยู่ใกล้ที่ทำงานมากขึ้นแต่มันออกจะเก่าไปสักหน่อยให้เราลองไปดู ถ้าพออยู่ได้ก็จะให้ย้ายมาอยู่ชั่วคราวในระหว่างที่ต้องดูแลภรรยาและพอทุกอย่างลงตัวแล้วค่อยย้ายกลับไปที่เดิม…